กฏระเบียบการลงทุนของชาวต่างชาติ

ทำไมถึงต้องลงทุนในสหรัฐฯ

1. รัฐบาลสหรัฐฯ มีความชัดเจนในด้านการสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการให้นักลงทุนจากต่างชาติได้รับความเป็นธรรม ความเสมอภาคทางการค้าไม่แบ่งแยกกีดกัน โดยทำเป็นนโยบาย กฎหมายและแนวปฏิบัติ

2. การลงทุนในสหรัฐฯ มีข้อดีมากมายด้วยประชากรที่มากกว่าสามร้อยล้านคนและขนาดของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกทำให้สหรัฐฯ เป็นตลาดที่มีความสำคัญมากต่อบริษัทชั้นนำ

3. แรงงานชาวอเมริกันได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในแรงงานที่ดีที่สุดทั้งในด้านการศึกษา ความมีประสิทธิภาพและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในส่วนของสถานที่จัดตั้งทำธุรกิจ สหรัฐฯ มีระบบกฎหมายที่สามารถคาดเดาได้และมีความโปร่งใส ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่นและการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคที่สามารถทำกำไรได้มากที่สุดในโลก

4. สหรัฐฯ มีดินแดนที่กว้างขวาง อีกทั้งยังมีทรัพยากรที่หลากหลายรวมถึงมีความหลากหลายทางชนชั้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เองทำให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกทางธุรกิจและการตลาดที่กว้างขวางมากกว่าหลายๆ ประเทศ

 

กฎการลงทุนของชาวต่างชาติ (Foreign Direct Investment) ในสหรัฐฯ

ตัวบทกฎหมายในสหรัฐฯ แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ กฎหมายระดับสหพันธรัฐซึ่งมีผล

บังคับใช้ทั่วประเทศ (Federal Laws) และกฎหมายระดับมลรัฐซึ่งมีผลบังคับใช้ภายในมลรัฐนั้นๆ

(State Laws) โดยกฎหมายทั้ง 2 ระดับนี้จะมีผลบังคับใช้เหมือนกันในบางขั้นตอนของการดําเนิน

การทางธุรกิจ ดังนั้นนักลงทุนผู้มีความสนใจที่จะลงทุนในสหรัฐฯ จะต้องทําการศึกษาตัวบท

กฎหมายทั้ง 2 ระดับของมลรัฐที่เกี่ยวข้องในการทําธุรกิจอย่างถี่ถ้วน นอกจากนี้กฎหมายการทําธุรกิจในสหรัฐฯ จะแตกต่างกันไปตามมลรัฐ ดังนั้นบริษัทซึ่งจดทะเบียน ทําธุรกิจในมลรัฐหนึ่งๆ จะสามารถทําธุรกิจในมลรัฐนั้นได้เพียงที่เดียว อย่างไรก็ตามหากบริษัทมีความสนใจที่จะทําธุรกิจในมลรัฐอื่นจะต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของมลรัฐที่จะทําธุรกิจนั้นๆ

สหรัฐฯ ไม่มีข้อกำหนดในเรื่องสัดส่วนของการเป็นเจ้าของกิจการของนักลงทุนต่างชาติ ยกเว้นในกรณีที่เป็นการลงทุนร่วมเป็นเจ้าของกิจการในอุตสาหกรรมที่ถือว่ามีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยกฎระเบียบการลงทุนแบ่งออกเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

1. สหรัฐฯ มีนโยบายเปิดเสรีเพื่อการลงทุนของชาวต่างชาติในสหรัฐฯ ดังนั้น จึงไม่มีการกำหนดวงเงินขั้นต่ำของการลงทุน

2. ในกรณีที่ผู้ลงทุนต้องการยื่นขอสิทธิการเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Permanent Resident หรือ Green Card) ในกรณีนี้สหรัฐฯ กำหนดวงเงินลงทุนไว้ระหว่างห้าแสนดอลลาร์สหรัฐ ในเขตชนบทหรือเขตที่มีอัตราว่างงานสูงหรืออาจถึงหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเขตเมืองใหญ่และต้องมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น ปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมายการจ้างแรงงานท้องถิ่นจะต้องสร้างการจ้างงานเต็มเวลาสำหรับบุคคลสัญชาติอเมริกันหรือคนที่มีถิ่นพำนักถาวรที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างน้อย 10 คนขึ้นไปเป็นระยะเวลา 2 ปี และบุคคลเหล่านี้จะต้องไม่ใช่เครือญาติของนักลงทุน

3. สหรัฐฯ มีกฎหมายในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐที่มีข้อห้าม การจำกัดสัดส่วนของการลงทุน หรือชนิดของการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะทำการควบคุมการลงทุนของต่างชาติในภาคธุรกิจดังนี้ คือ อุตสาหกรรมด้านการคมนาคมสื่อสารทุกชนิด อุตสาหกรรมด้านการบิน/การขนส่งทางอากาศ อุตสาหกรรมด้านการเดินเรือ/การประมง อุตสาหกรรมด้านพลังงาน อุตสาหกรรมด้านการเช่าสิทธิทำเหมืองแร่ อุตสาหกรรมธนาคาร อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (โดยทั่วไปแล้วสหรัฐฯ จะไม่เข้มงวดในเรื่องการถือครองที่ดินของคนต่างชาติ)

ทั้งนี้มีข้อยกเว้นในบางกรณีที่จะมีกฎหมายและกฎระเบียบเพิ่มเติมที่เข้มงวดขึ้น คือ

1.   ผู้ลงทุนที่เป็นคนในสังกัดของประเทศที่อยู่ในระหว่างการทำสงครามกับสหรัฐฯ หรือประเทศที่สหรัฐฯกำหนดให้มีการควบคุมการเดินทางเข้าสหรัฐฯ และการค้ากับสหรัฐฯ

2.   การลงทุนที่จะต้องมีการถือครองพื้นที่ทางการเกษตรรัฐบาลท้องถิ่นจะมีกฎหมายควบคุมการลงทุนของคนต่างชาติที่เป็นของตนแยกออกไปต่างหากจากกฎหมายรัฐบาลกลางและจะแตกต่างกันในแต่ละมลรัฐ

3.  สิ่งที่ผู้ประสงค์จะไปลงทุนในสหรัฐฯ จะต้องคำนึงถึง คือ ศึกษากฎระเบียบ และปฏิบัติตาม

3.1 การได้มาซึ่งสถานะภาพการอยู่อาศัยอย่างถูกต้องในสหรัฐฯ (วีซ่า) ที่เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจที่ลงทุนที่จะเปิดโอกาสให้สามารถดำเนินธุรกิจที่ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งประเภทของวีซ่าในการประกอบธุรกิจในสหรัฐฯ มีดังต่อไปนี้คือ

  • วีซ่าประเภท E-1 – ผู้ประกอบการธุรกิจต่างชาติในสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงไทย สามารถร้องขอวีซ่าชนิดนี้ได้ หากมีธุรกิจการค้าขายระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่เจรจา
  • วีซ่าประเภท E-2 – ผู้ประกอบการจากประเทศคู่เจรจาซึ่งรวมถึงไทยสามารถร้องขอวีซ่าชนิดนี้ได้หากทําการลงทุนทําธุรกิจในสหรัฐฯ
  • วีซ่าประเภท H-1B – วีซ่าประเภทนี้จัดเป็นวีซ่าชั่วคราว โดยผู้ร้องขอวีซ่าจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่ใช้ความรู้พิเศษ เช่น สถาปนิก วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือเทววิทยา โดยจํานวนผู้ที่สหรัฐฯ สามารถออกวีซ่าประเภทนี้ได้อยู่ที่ 65,000 คน ซึ่งวีซ่าจะมี ผลบังคับใช้ได้มากที่สุด 3 ปีและสามารถต่อได้อีก 6 ปี
  • วีซ่าประเภท L-1 – วีซ่าประเภทนี้อนุญาตให้ผู้ร้องขอวีซ่าซึ่งมีความสามารถพิเศษ และดํารงตําแหน่งเป็นผู้บริหาร ผู้จัดการ และพนักงานของบริษัทแม่อย่างน้อย 12 เดือนก่อนทําการร้องขอเข้ามาทํางานชั่วคราวได้ในสหรัฐฯเป็นเวลามากที่สุด 7 ปี

3.2   การเสียภาษีธุรกิจและภาษีรายได้ส่วนบุคคล หมายถึงการได้มาซึ่งเอกสารต่างๆที่จำเป็นต่อการเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคลและภาษีธุรกิจ

3.3   ขั้นตอนและหน่วยงานที่จะต้องติดต่อในการจดทะเบียนการค้า

3.4   ขั้นตอนการยื่นคำร้องขอตั้งชื่อบริษัทหรือธุรกิจการค้า

3.5    การยื่นขอใบอนุญาตหรือใบประกาศนียบัตรต่างๆ (license, permit, certificate) ที่จำเป็นต้องมีและที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทของธุรกิจ

3.6   การยื่นขอจดทะเบียน Trademark หรือ Service mark (ถ้ามี)

3.7   การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานซึ่งจะรวมถึงยื่นขอขึ้นทะเบียนการจ้างแรงงานกับหน่วยงานแรงงานในพื้นที่

3.8   การปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นในเรื่องของการจัดการต่างที่เป็นเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับแต่ละประเภทของธุรกิจ

3.9   การปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นในเรื่องการก่อสร้าง/การแก้ไขเพิ่มเติมสถานที่ประกอบการที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของหลายหน่วยงาน

ข้อมูลเศรษฐกิจรายรัฐ

us map small

ปฏิทินกิจกรรมในสหรัฐฯ

    ดูทั้งหมด
    • Bangkok (Bangkok)

      Saturday, October 21, 2017, 13:36

    • Washington, DC (Washington, DC)

      Saturday, October 21, 2017, 02:36

    ทวิตเตอร์ล่าสุด