ความตกลงการค้าเสรี

ความตกลงทางการค้าเสรี คือ ข้อตกลงทางการค้าที่กลุ่มประเทศสมาชิกร่วมมือตกลงกันในการให้ประโยชน์หรือให้สิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างกัน โดยสิทธิพิเศษที่ว่านี้รวมถึงการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีนำเข้า-ส่งออกในการค้าระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิก โดยสหรัฐฯ ได้ทำความตกลงทางการค้าเสรีกับ 20 ประเทศเหล่านี้ คือ

1. ออสเตรเลีย

2. บาห์เรน

3. แคนาดา

4. ชิลี

5. โคลัมเบีย

6. คอสตาริกา

7. สาธารณรัฐโดมินิกัน

8. เอล ซัลวาดอร์

9. กัวเตมาลา

10. ฮอนดูรัส

11. อิสราเอล

12. จอร์แดน

13. เกาหลีใต้

14. เม็กซิโก

15. โมรอคโค

16. นิการากัว

17. โอมาน

18. ปานามา

19. เปรู

20. สิงคโปร์

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างกลุ่มประเทศมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งประกอบไปด้วย เวียดนาม นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ แคนาดา ชิลี เปรู ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก บรูไน ออสเตรเลีย

 

ระบบ GSP ของสหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกาได้มีโครงการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalized System of Preference หรือ GSP) แก่ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศเหล่านี้ด้วย จุดมุ่งหมายของ GSP ก็เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ได้รับสิทธิอีกทั้งยังสนับสนุนเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง ประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP นี้ สหรัฐฯ จะยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็นจำนวนไม่เกิน 5,000 รายการ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าจากประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP สามารถเข้าไปแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ตามข้อตกลง GSP จะเป็นสินค้าอุตสาหกรรมรวมไปถึงสินค้าอื่นๆ เช่น สินค้าทางเคมีต่างๆ แร่ธาตุและหินก่อสร้าง เครื่องประดับ พรม สินค้าทางการเกษตร และการประมงบางประเภท ส่วนสินค้าตัวอย่างที่ไม่อยู่ในระบบสิทธิพิเศษนี้ได้แก่ เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม นาฬิกา รองเท้า กระเป๋าถือ และกระเป๋าเดินทาง เป็นต้น

สหรัฐฯ เริ่มต้นโครงการสิทธิพิเศษทางศุลกากรนี้มาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2519 จนถึงวันที่ 31 ก.ค. 2556 โดยปัจจุบันรัฐสภาของสหรัฐฯ (Congress) กำลังพิจารณาขยายโครงการดังกล่าวอยู่ โดยไทยได้รับสิทธิ GSP มาตลอดอายุโครงการ

คุณสมบัติและข้อกำหนดของประเทศที่อยู่ในข่ายได้รับสิทธิ GSP

 

1. ต้องไม่ได้มีการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์และไม่ได้ถูกควบคุมโดยประเทศที่มีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์

2. ต้องไม่กักตุนสินค้า โดยเฉพาะกรณีที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกได้

3. ต้องไม่ทำการตกลงทางการค้าใดๆกับประเทศอื่นอันอาจส่งผลกระทบที่เสียหายต่อการค้าสหรัฐฯ ได้

4. ต้องไม่ทำการเข้ายึดหรือถือครองกิจการใดๆ ของบุคคลหรือบริษัทของสหรัฐฯ โดยไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายที่เป็นธรรมและเหมาะสม

5. จะต้องให้สิทธิพิเศษแก่บุคคลหรือบริษัทของสหรัฐฯ ตามความเหมาะสม

6. จะต้องไม่สนับสนุนการก่อการร้าย หรือให้การลี้ภัยแก่บุคคลหรือกลุ่มผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ

7. การคุ้มครองสิทธิแรงงาน : จะต้องมีการคุ้มครองสิทธิแรงงานในระดับที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

8. จะต้องพยายามและให้ความร่วมมือในการปราบปรามแรงงานเด็ก

 

นอกจากนี้ประเทศผู้รับสิทธิประโยชน์จะต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ ดังนี้

1. ระดับการพัฒนาประเทศ: โดยพิจารณาจาก GNP per capita ของ World Bank (ปีพ.ศ. 2553 สหรัฐฯ กำหนดไม่เกิน 12,196 ดอลลาร์สหรัฐ)

2. สหรัฐฯ จะพิจารณาให้สิทธิ GSP แก่ประเทศใดๆ หากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับประเทศนั้นๆเช่นกัน

3. การเปิดตลาดสินค้าและบริการ: ต้องมีการเปิดตลาดสินค้าและบริการอย่างสมเหตุผล

4. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา: ประเทศผู้รับสิทธิจะต้องมีระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ

5. กำหนดนโยบายลงทุนที่ชัดเจนและลดข้อจำกัดทางการค้าของประเทศที่ได้รับสิทธิ

6. ประเทศนั้นต้องมีกฎหมายแรงงานที่เป็นที่ยอมรับของสหรัฐฯ

 

สินค้าที่มีคุณสมบัติอยู่ในข่ายที่จะได้รับสิทธิ GSP

1. ต้องเป็นสินค้าที่อยู่ในบัญชีสินค้าที่ได้รับสิทธิ GSP

2. ต้องเป็นสินค้าที่นำเข้าโดยตรงจากประเทศผู้รับสิทธิ

3. ต้องผลิตถูกต้องตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin)

4.ผู้นำเข้าสินค้าจะต้องยื่นขอใช้สิทธิ duty free ภายใต้ GSP

หลักเกณฑ์ว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า

 

1. สินค้านั้นจะต้องผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบในประเทศผู้รับสิทธิทั้งหมด

หรือ กรณีที่มีวัตถุดิบ หรือส่วนประกอบนำเข้าจากต่างประเทศ จะต้องมีส่วนประกอบวัตถุดิบ ในประเทศรวมกับต้นทุนการผลิตโดยตรงอย่างน้อยร้อยละ 35 ของราคาสินค้าจากโรงงาน (Ex-factory Price) หรือราคาประเมิน(Appraised Value) ของสินค้านั้นในสหรัฐฯ

2. สินค้าจากไทยสามารถผลิตภายใต้กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดแบบสะสม

(Cumulative Origin) ซึ่งไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ ASEAN จึงสามารถใช้วัตถุดิบร่วมกับประเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยถือว่ามาจากแหล่งกำเนิดประเทศเดียวกัน ซึ่งจะต้องมีอัตราส่วนดังกล่าวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 35 ของราคาสินค้าจากโรงงาน หรือราคาประเมินของสินค้านั้น

 

มาตรการระงับสิทธิ GSP

ระบบ GSP สหรัฐฯ แบ่งการระงับสิทธิ GSP เป็น 2 ประเภท คือ

1. ระงับสิทธิ GSP รายสินค้า (ใช้กฎ CNLs เป็นเกณฑ์)

2. ระงับสิทธิ GSP รายประเทศ  โดยพิจารณาจาก GNP per capita ของ World Bank (ปีพ.ศ. 2553  เท่ากับ 12,196 ดอลลาร์สหรัฐ)

 

เกณฑ์การระงับสิทธิ GSP            (รายสินค้า)

 

การระงับสิทธิ สินค้าจากประเทศผู้รับสิทธิ GSP จะถูกยกเลิกการให้สิทธิฯ เป็นการชั่วคราวเมื่อการนำเข้าสหรัฐฯ ตามระบบ GSP สหรัฐฯ จะจำกัดการให้สิทธิ GSP สำหรับสินค้าที่อยู่ในข่ายได้รับสิทธิ GSP ภายใต้กฎว่าด้วยความจำเป็นด้านการแข่งขัน (Competitive need limit : CNLs) กล่าวคือ สินค้าใดของประเทศใด จะถูกระงับสิทธิ GSP หากปรากฏว่ามูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ ในปีปฏิทินที่ผ่านมาสูงเกินเพดานที่กำหนดไว้ คือ

1. มีส่วนแบ่งตลาดนำเข้าจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ร้อยละ 50  แต่มูลค่านำเข้าสหรัฐฯ ของสินค้าดังกล่าวจากทั่วโลก ต่ำกว่ามูลค่าขั้นต่ำ (De Minimis Value) ที่สหรัฐฯ กำหนด ซึ่งปีพ.ศ. 2554 เท่ากับ 20.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ

2. มีมูลค่านำเข้าสหรัฐฯ เกินมูลค่าขั้นสูงที่สหรัฐฯ กำหนดไว้ในแต่ละปี  (ในปีพ.ศ. 2554 = 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยให้เพิ่มขึ้นทุกปีๆ ละ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้  หากมีการนำเข้าสินค้าใดเกินเกณฑ์ดังกล่าว ถือว่าสินค้านั้นมีความสามารถในการแข่งขันที่สูง จึงไม่จำเป็นต้องได้รับสิทธิยกเว้นภาษี GSP ต่อไป จะถูกตัดสิทธิในวันที่ 1 กรกฎาคมของปีถัดไป

 

เกณฑ์การขอผ่อนผันคืนสิทธิและไม่ให้ระงับสิทธิ GSP

 

การคืนสิทธิและผ่อนผันไม่ระงับสิทธิ สินค้าที่ถูกระงับสิทธิสามารถที่จะขอคืนสิทธิหรือผ่อนผันไม่ระงับสิทธิ ได้ 2 วิธี คือ

1. ขอคืนสิทธิกรณี Redesignation สินค้าที่ถูกระงับสิทธิ หากปีต่อมามูลค่าการส่งออกต่ำกว่าระดับ CNL ที่กำหนด  ซึ่งปีพ.ศ. 2554  สหรัฐฯ กำหนดที่ 150  ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2. ขอผ่อนผันไม่ให้ระงับสิทธิกรณี  De Minimis Waive สำหรับสินค้าที่มีส่วนแบ่งตลาดนำเข้าสหรัฐฯ ตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป

 

การทบทวนข้อยกเว้น CNL Waiver เพิ่มเติม

 

สินค้าใดที่เคยได้รับยกเว้นเพดานการส่งออก(CNL Waiver) มาแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี หรือนานกว่านี้ สินค้านั้นอาจถูกตัดสิทธิ GSP หากการส่งออกสินค้านั้นเข้าสหรัฐฯ เป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้

(1)    มีมูลค่านำเข้าเกินร้อยละ 150 ของระดับเพดาน CNL ที่สหรัฐฯ กำหนดในปีนั้น(ปีพ.ศ. 2554 = 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือ

(2)    มีส่วนแบ่งการนำเข้าเกินร้อยละ 75 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้ารายการนั้นของสหรัฐฯ

ทั้งนี้อยู่ในดุลพินิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะผ่อนผันให้ได้รับสิทธิต่อไปอีกก็ได้

 

การขอใช้สิทธิ GSP

 

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2537 เป็นต้นมาศุลกากรสหรัฐฯ ได้ยกเลิกการใช้หนังสือรับรอง From A เป็นหลักฐาน เพื่อขอใช้สิทธิ GSP ผู้นำเข้าสหรัฐฯ จะเป็นผู้ดำเนินการรับรองสินค้าด้วยต้นเอง (Self certificate) และเป็นผู้ร้องขอใช้สิทธิ GSP โดยมีแนวปฏิบัติ ดังนี้

ผู้ส่งออก จะต้องเก็บรักษาเอกสาร/ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการผลิตสินค้าเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี โดยสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ในกรณีที่ศุลกากรสหรัฐฯ ร้องขอตรวจสอบผ่านผู้นำเข้าสหรัฐฯ ชี้แจงในแบบฟอร์ม GSP Declaration

ผู้นำเข้า เป็นผู้แสดงความจำนงนำเข้าสินค้าโดยขอใช้สิทธิ GSP และยืนยันข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อศุลกากรสหรัฐฯ

 

รายละเอียดของกฎระเบียบ ข้อตกลง รวมถึงรายชื่อสินค้าที่เข้าและไม่เข้าข่ายสินค้าตาม GSP สามารถตรวจสอบได้ที่ http://www.ustr.gov/trade-topics/trade-development/preference-programs/generalized-system-preference-gsp

ข้อมูลเศรษฐกิจรายรัฐ

us map small

ปฏิทินกิจกรรมในสหรัฐฯ

    ดูทั้งหมด
    • Bangkok (Bangkok)

      Saturday, October 21, 2017, 13:30

    • Washington, DC (Washington, DC)

      Saturday, October 21, 2017, 02:30

    ทวิตเตอร์ล่าสุด